จากบทความก่อนหน้าชื่อว่า LG Optimus Me มาถึงมือแล้ว ติดตามอ่านรีวิวกันนะจ๊ะ ก็มาถึงบทความรีวิวจริงๆ ซะที LG Optimus Me เป็นมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตัวล่าสุดจากทางแอลจี ซึ่งยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Optimus Me แต่รุ่นที่จะขายจริงๆ ในไทยนั้นไม่รู้ว่าจะมีแค่สีดำหรือมีสีอื่นด้วย (ข้อมูลเรื่องสีนั้นผมยังไม่แน่ใจว่า จริงๆ แล้วเป็นแค่การเปลี่ยนสีของฝาหลัง หรือเปล่า เพราะตัวฝาหลังที่เป็นสีนั้นสามารถถอดออกได้) แต่คิดว่า Optimus Me มีวางขายในไทยแน่นอน
LG Optimus Me เป็นมือถือแอนดรอยด์ที่มาลุยตลาดระดับล่าง คงกะมาลุยกับ Samsung Galaxy Mini อย่างแน่นอนครับ คงเหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นใช้มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ใหม่ๆ และที่สำคัญสีสันคงจะถูกใจใครหลายๆ คน โดยเฉพาะสีชมพู และสีฟ้าอ่อน ดีไซน์ของ Optimus Me นั้นเล็กกะทัดรัดจับเหมาะมือกำลังดี ด้วยหน้าจอเพียงแค่ 2.8 นิ้วเท่านั้นเอง แถมยังเป็นหน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive ซะด้วย
มาดูสเปคของ Optimus Me กันก่อนเลย
- รองรับคลื่นความถี่ GSM Quadband (850/900/1800/1900) และ (HSDPA) 900/2100 MHz
- ซ๊พียู Qualcomm MSM7227 ความเร็ว 600MHz
- แรม 256MB
- หน่วยความจำในตัวเครื่อง 150MB เพิ่ม Micro SD ได้สูงสุด 16GB
- หน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive ขนาด 2.8 นิ้ว (ความละเอียด 240×320 พิกเซล)
- Android 2.2.1
- กล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล
- บันทึกวิดิโอที่ความละเอียด 640×480 พิคเซล
- แบตเตอรี่ Li-ion ความจุ 1280 mAh
- ขนาด 113.5x59x13.3 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก 130 กรัม

ด้านหน้าของเจ้า LG Optimus Me มาพร้อมกับหน้าจอ TFT-LCD แสดงผลได้ 262,144 สี ขนาด 2.8 นิ้ว ตัวเครื่องขนาด 113.5x59x13.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 130 กรัม ซึ่งถือว่ายังหนักมากถ้าหากเทียบน้ำหนักกับขนาดของตัวเครื่อง มีปุ่มควบคุมทั้งหมด 6 ปุ่มโดย ปุ่มควบคุม 4 ปุ่มหลักเป็นแบบ Capacitive และอีก 2 ปุ่มเป็นแบบ HW Buttom คือปุ่มโทรออกและปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง

และจากดราม่าตอน LG Optimus One เรื่องฝุ่นเข้าหน้าจอ พอมาเป็นเจ้า Optimus Me คงจะมีบางคนสงสัยว่า ฝุ่นจะเข้าไหม อันนี้ผมไม่ทราบครับ แต่คิดว่า ทางแอลจีก็คงปรับปรุงให้ดีขึ้น (มั่ง) เพราะเท่าที่ดูตรงหน้าจอ ไม่น่าจะสามารถเข้าไปได้ครับ

ถ้าพูดถึงเรื่องวัสดุและงานประกอบ เทียบกับรุ่นพี่อย่าง Optimus One ตัวนี้ในเรื่องวัสดุยังคงเป็นรองอยู่พอสมควร วัสดุของตัวเครื่องไม่ได้แข็งแรงเท่ารุ่นพี่แน่นอน (ราคาก็ต่ำกว่าพอสมควรคงเทียบวัสดุลำบาก) บอดี้ทั้งตัวเป็นพลาสติก ด้านหลังเป็นพลาสติกแบบด้าน ส่วนด้านหน้าเป็นก็น่าจะเป็นพลาสติกเช่นกัน

แต่เรื่องงานประกอบนั้นทำได้ออกมาดีพอสมควร ยิ่งถ้าลองมองเทียบกับมือถือราคาระดับนี้ Optimus Me ดูทีราศีกว่าเยอะครับ อีกทั้งดีไซน์ของเครื่องก็ออกแบบมาลักษระคล้ายๆ กับ Optimus One ที่ย่อส่วนลงมา แตกต่างตรงที่ฝาหลังของ Optimus Me จะเว้าตรงกลาง จากที่ลองกดตรงเครื่องก็ไม่มีเสียงบ่งบอกว่างานประกอบไม่ดีแต่อย่างใด

Optimus Me มาพร้อมกับแบตความจุ 1280 mAh หลายๆ คนอาจจะคิดว่าน้อยไปสำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน แต่ผมว่าหน้าขอขนาดนี้ ความจุของแบตเพียงเท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว Optimus Me ก็เหมือนหลายๆ รุ่นจะใส่ซฺมการ์ดได้ต้องถอดแบตเสียก่อน ส่วน Micro SD จะอยู่ด้านข้างแทน


ถ้าดูจากด้านข้างจะเห็นได้จัดว่า Optimus Me ถูกดีไซน์ออกมาให้เล็กกะทัดรัด ขนาดกำลังดีไม่เล็กจนเกินไป และไม่ใหญ่จนถือลำบาก (แต่ถ้าใครที่เคยใช้พวกหน้าจอใหญ่ๆ มานานๆ เจอเจ้านี้เข้าไป อึดอัดแน่นอน) ตัวเครื่องตรงกลางมีลักษณะโค้ง จับได้เหมาะมือมากๆ

เขียนบอกกันโต่งๆ เลยว่า กล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซลนะจ๊ะ

ที่เห็น Optimus Me ฝาหลังเปิดกว้าง เพราะผมปิดฝาไม่สนิทนะครับ ไม่ใช่เป็นที่ดีไซน์ อย่าเข้าใจผิดนะจ๊ะ

ลองจับมาเทียบกับรุ่นพี่ดู เห็นได้ชัดว่า Optimus One ใหญ่กว่าเล็กน้อย แต่เรื่องรูปทรงนั้นคล้ายกันมาก

Optimus Me มาพร้อมกับ Android 2.2.1 แต่คิดว่ารุ่นที่จะวางจำนวนอาจจะมีการเปลี่ยน FW ก็เป็นได้ อันนี้รอดูกันต่อไปครับ

Optimus Me นั้นใช้ UI ตัวใหม่ขงแอลจี ซึ่งผลคือทำให้การทำงานของ Optimus Me เร็วขึ้นไปด้วย และมี Widget อันสวยงามมาให้ด้วย

Optimus Me มีแอพฯ Pre-Install มาให้เหมือนกับแอนดรอยด์รุ่นอื่นๆ และสามารถโหลดแอพฯ จาก Android Market มาติดตั้งเพิ่มได้เช่นกัน

การใช้เจ้า Optimus Me ในการท่องเว็บคงจะลำบากนิดหน่อย เนื่องจากหน้าจอที่มีขนาดเพียงแค่ 2.8 นิ้วก็คงทำให้การท่องเว็บลำบากแน่นอน อ่านก็ลำบาก


Optimus Me นั้นรองรับ Multitouch 2 จุดแต่พิการๆ หน่อยคล้ายๆ กับ HTC Desire นั้นแหละครับ ลากตัดกันไม่ได้ ซึ่งราคาเพียงแค่ 5-6 พันก็คงไม่ต้องซีเรียสอะไรกับเรื่องนี้แน่นอน

ทดสอบ Benchmark ด้วยแอพฯ Neocore ได้ 40.1 FPS ส่วน Quadrant ไม่ได้ทดสอบ เพราะคงไม่จำเป็นขนาดต้องทดสอบ Benchmark โหดๆ เอาคร่าวๆ พอทราบประสิทธิภาพละกันครับ
อ่อเหมือนเคยครับ สามารถเข้าดูภาพของ Optimus Me ในมุมต่างๆ ได้ที่ แกลอรี่
ต่อด้วยคลิปวีดีโอรีวิว (ที่ไม่มีเสียงผม เหมือนเคย)
มาดูประสิทธิภาพเรื่องกล้องกันครับ
LG Optimus Me มาพร้อมกับกล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ไม่มีแฟรช และไม่มีออโต้โฟกัส ส่วนเรื่งประสิทธิภาพคงหวังอะไรไม่ได้มากครับ แต่สำหรับขาแชร์ เพียงแค่ถ่ายรูปแล้วแชร์ไป Facebook, Twitter อะไรพวกนี้คงไม่ต้งอะไรมากมาย เพียงเท่านี้ก็โอเคแล้ว คุณภาพก็ตามภาพที่เห็นด้านล่างครับ



ส่วนคุณภาพในการถ่ายวีดีโอก็ดูได้จากคลิปด้านล่างครับ
สรุป
LG Optimus Me เป็นมือถือแอนดรอยด์ที่เหมาะกับคนที่กำลังจะหันมาเริ่มต้นกับแอนดรอยด์ แต่ยังไม่กล้าจะซื้อตัวแพงๆ มาลองใช้งาน ผมว่า Optimus Me คงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้อย่างแน่นอน ด้วยราคาร่าวๆ 5-6 พัน เท่านั้นเอง ก็สามารถมีแอนดรอยด์ราคาถูก แต่ประสิทธิภาพเหนือราคามาทดลองใช้งานแล้ว อย่าลืมนะครับว่า Optimus Me นั้นเป็นหน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive ในเรื่องการสัมผัสนั้นเป็นที่รู้กันดีว่า เหนือกว่า Resistive ชัดเจน ซึ่งจะหามือถือแอนดรอยด์ในราคาระดับนี้ที่เป็นจอ Capacitive ไม่ง่ายนะครับ
Optimus Me คงจะไม่เหมาะกับคนที่เคยใช้งานแอนดรอยด์ตัวอื่นๆ มาก่อน ยิ่งกับคนที่เคยใช้พวกรุ่นเทพๆ ที่มีหน้าจอตั้งแต่ 3 หรือ 3.5 นิ้วขึ้นไปมาก่อน พอมาลองจับตัวนี้คงหงุดหงิดเป็นแน่ แต่ถ้าลองเทียบกับพวกแอนดรอยด์ที่มีหน้าจอตั้งแต่ 3 นิ้วลงมา ผมว่าความรู้สึกที่ได้คงไม่แตกต่างกันครับ ยิ่งคนที่ไม่เคยใช้แอนดรอยดืมาก่อน และจะเริ่มต้น ตัวนี้ก็น่าสนครับ
แต่อย่าลืมว่าตลาดช่วงนี้ยังมี Samsung Galaxy Mini (ซึ่งอาจจะรวมไปถึง Galaxy 5 ด้วย) อีก ซึ่งคงจะสู้กันสนุกแน่นอนครับ ในเรื่องราคาแถมจะไม่ต่างกันมาก (ผมเดาว่าอย่างนั้น) คงต้องเทียบกันฟีเจอร์ต่อฟีเจอร์กันเลยทีเดียว
ขอขอบคุณ

บริษัทแอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเทศไทย ที่เอื้อเฟื้อเครื่องมาให้ทดสอบ
View :32611Tags: Android 2.2, Android Market, HTC Desire, LG Optimus Me, LG Optimus One, Multitouch, Samsung Galaxy mini, แอนดรอยด์.











